อุตฯอัดงบกว่า 1.5 พันล. สนามทดสอบรถเฟส 2

18Oct

อุตฯอัดงบกว่า 1.5 พันล. สนามทดสอบรถเฟส 2

                       เดินเหน้าตั้งแล็บทดสอบยานยนต์-แบตเตอรี่ "กระทรวงอุตฯ" เร่ง สร้างสนามทดสอบยานยนต์ฯ อัดงบ ปี 2561 กว่า 1.5 พันล้านบาท เดินหน้าเฟส 2 พร้อมตั้ง ห้องแล็บทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ สร้างฐานการพัฒนา รถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการก่อสร้างศูนย์ทดสอบ ยานยนต์และยางล้อรถยนต์แห่งชาติ ที่อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานใน เฟสแรก สร้างสนามทดสอบยางล้อมาตรฐาน R117 และศูนย์การเรียนรู้รถยนต์ไฟฟ้า และศูนย์การเรียนรู้และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจะแล้วเสร็จและ ให้บริการได้ในปลายไตรมาส 1 ถึง ต้นไตรมาส 2 ปี 2561

                        ส่วนเฟส 2 จะเริ่มก่อสร้าง ในปี 2561 จะสร้างสนามทดสอบยานยนต์ อีก 5 สนาม ใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท และห้องทดสอบความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้าใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท รวมทั้งจะสร้างห้องทดสอบแบตเตอร์รี่ รถยนต์ไฟฟ้า 270 ล้านบาท รวมแล้วจะใช้งบประมาณ 1,570 ล้านบาท จะแล้วเสร็จในต้นปี 2562 "ในโครงการเดิมมีเพียงการสร้างสนามทดสอบยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ต่อมารัฐบาลได้มี นโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า จึงได้ขยายสร้างห้องทดสอบความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้าที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์ฯ และสร้าง ห้องทดสอบแบตเตอรี่ที่สถาบัน ยานยนต์ ซึ่งสามารถทดสอบได้ทั้งแบตเตอรี่รถยนต์ และเอ็นเนอยีสตอเรจ ที่ใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าได้ภายในประเทศ" โดยสนามทดสอบยานยนต์ และล้อยางแห่งชาติ จะช่วยให้ ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเทคโนโลยีในอุสาหกรรมยานยนต์ได้อย่างรวดเร็ว และมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะล้อยาง ซึ่งส่วนใหญ่จะทดสอบ ในสนามทดสอบต่างประเทศที่มี อากาศเย็น ต่างจากล้อรถยนต์ที่ใช้ในไทยที่มีอุณหภูมิร้อนกว่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิก็ส่งผลต่อความปลอดภัยของยางรถยนต์ หากผ่านการทดสอบในไทยก็จะเป็นมาตรฐานที่ปลอดภัยสำหรับประเทศในเขตร้อนมากขึ้น สำหรับแผนการส่งเสริม รถยนต์ไฟฟ้าจะมีอยู่ 4 ระยะ  ได้แก่

1. ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ยังไม่มีการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ แต่จะเป็นการสร้างตลาดและพื้นฐานในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งได้เริ่มต้นไปแล้ว

2. ดึงต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นการดึงให้บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตั้งฐานการผลิตชิ้นส่วนที่สำคัญภายในประเทศ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่แท้จริง"จากประสบการณ์ส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ในอดีต หากปล่อยให้ ค่ายรถยนต์ดำเนินการตามปกติ จะไม่เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิต ชิ้นส่วนที่สำคัญภายในประเทศ หรือเกิดขึ้นได้ช้ามาก อย่างรถปิกอัพ ของไทยการประกอบภายในประเทศมานานจนกระทั่งรัฐมีมาตรการกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ จึงมีการลงทุน ตั้ง โรงงาน สร้างเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ภายในประเทศส่วนรถเก๋ง ไทยก็พึ่งยกระดับ มาเป็นฐานการผลิตได้ในช่วงโครงการรถยนต์อีโคคาร์ในปี 2550 จึงมีการ ผลิตชิ้นส่วนสำคัญได้เองเกือบทั้งหมด จากก่อนหน้านั้นเกือบ 30 ปี ยังเป็นเพียงการนำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบ"

3. การส่งเสริมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นตลาดเฉพาะ เช่น รถโดยสารไฟฟ้า รถสามล้อไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อ การท่องเที่ยวเป็นต้น เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และสร้างแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าต่างจากเทคโนโลยีเครื่องยนต์ ที่ใช้น้ำมันที่ฝั่ง ทยุโรปพัฒนามากว่า 100 ปี จึงตามทันได้ยาก แต่รถยนต์ไฟฟ้ายังเป็น เทคโนโลยีใหม่ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากไทยมีการส่งเสริมที่ดีก็สามารถ ตามเทคโนโลยีนี้ได้ทัน และพัฒนาขึ้นมา เป็นของตัวเองได้ และ4. ส่งเสริมให้ ผู้ประกอบการไทยผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ทดแทนการนำเข้า

ที่มา : www.oie.go.th

ภาพจาก : www.thaiauto.or.th