ศูนย์วิจัยกสิกรวิเคราะห์เทรนด์พลังงานทดแทนในประเทศไทย พบพลังงานแสงอาทิตย์จะเติบโตต่อเนื่อง

30Oct

ศูนย์วิจัยกสิกรวิเคราะห์เทรนด์พลังงานทดแทนในประเทศไทย พบพลังงานแสงอาทิตย์จะเติบโตต่อเนื่อง

                       ศูนย์วิจัยกสิกร ประเมินว่า อาจเห็นภาพการลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทนประเภท “พลังงานแสงอาทิตย์” มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังปี 2559 ภายหลังมีการปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความคืบหน้าของโครงการโซลาร์ฟาร์มราชการ และสหกรณ์การเกษตร รวมถึงการเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป ที่เป็นโครงการนำร่องและส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า (จำนวน 100 เมกะวัตต์)ในส่วนนี้น่าจะเอื้อต่อผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต-จำหน่าย-ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง ที่จะได้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจเพิ่มมากขึ้น จากตัวโครงการที่ผ่านการคัดเลือกและพร้อมจะดำเนินการภายในสิ้นปี 2559 คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 2.3 หมื่นล้านบาท

                       นอกจากนี้ หากมองไประยะข้างหน้า นอกเหนือจากตลาดในประเทศแล้ว ธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อาจมีแนวโน้มกระจายไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มหันมาเจาะตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในแถบเอเชีย (ญี่ปุ่นและอาเซียน ที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ปริมาณมาก) เนื่องจากตลาดในประเทศมีความคืบหน้าตามเป้าหมายค่อนข้างมาก และการมองหาตลาดต่างประเทศก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดโอกาสทางธุรกิจได้เพิ่มมากขึ้นในระยะต่อไป คาดว่ากลุ่ม “พลังงานขยะ” เป็นกลุ่มที่น่าจับตาว่าจะมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตในปัจจุบันยังอยู่ห่างไกลเป้าหมายที่วางไว้ ประกอบกับปัญหาขยะล้นเมืองที่ภาครัฐต้องการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องรีบแก้ไข เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาครัฐเร่งรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น สะท้อนจากตัวโครงการพลังงานขยะที่ได้รับการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement-PPA) ในช่วงปี 2559-2561 คิดเป็นมูลค่าลงทุนราว 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการเกี่ยวกับเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่เกี่ยวข้อง อาจจะได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ตามไปด้วยอย่างไรก็ดี อุปสรรคอย่างหนึ่งของพลังงานขยะก็คือข้อจำกัดในการจัดหาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากการผลิตไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์จะต้องใช้ขยะที่มีศักยภาพถึง 100 ตันต่อวัน ซึ่งแหล่งขยะในประเทศไทยที่มีปริมาณมากขนาดนั้นมีอยู่ไม่มาก และคุณภาพของการคัดแยกขยะยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับการเลือกเทคโนโลยีที่จะใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เพราะหากเลือกใช้ไม่เหมาะสมก็อาจส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะมลพิษในอากาศ และท้ายที่สุดจะต้องได้รับความเห็นชอบในด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคประชาชนร่วมด้วย จึงจะสามารถทำการเสนอขายไฟฟ้าให้กับกฟผ.ได้ขณะที่อีกหนึ่งกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับความสนใจในการลงทุนระยะต่อไป ก็คือ “พลังงานลม” เนื่องจากปัจจุบันยังมีผู้สนใจลงทุนน้อย แม้ว่าไทยจะมีศักยภาพในการผลิตแต่ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนั้น นอกจากจะต้องมีเงินลงทุนเบื้องต้นที่สูงเพียงพอแล้ว การหาทำเลศักยภาพที่มีปริมาณลมมากพอ (ซึ่งมีเพียงบางจังหวัดในประเทศเท่านั้นที่มีกำลังลม และค่าความร้อนที่เหมาะสมในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ของไทย) หรือการหาเทคโนโลยีและอุปกรณ์พลังงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต อาจจะมีต้นทุนส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มเข้ามาด้วยดังนั้น จึงเป็นความท้าทายทางธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมถึงภาครัฐที่จะต้องแสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนต่อการลงทุนที่จะได้รับในอัตราที่สูงเพียงพอที่จะลงทุนในพลังงานทดแทนกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น ผ่านกลไกการส่งเสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ราคารับซื้อในอัตราที่จูงใจ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การให้สิทธิพิเศษทางภาษีหรือความร่วมมือจากองค์กรภาคีที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนทางธุรกิจที่จะได้รับจากการลงทุนในกลุ่มพลังงานเหล่านี้ จะพบว่านอกจากรายได้ทางตรงที่จะได้รับจากการขายกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้แก่การไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถมีรายได้ทางอ้อมจากการขายคาร์บอนเครดิต ผ่านกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ

                        จากข้างต้นจะเห็นได้ว่า ท่ามกลางราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ภาพรวมของธุรกิจพลังงานทดแทนในปีนี้ ยังพอมีโอกาสเติบโตได้ จากแรงหนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ล่าสุดพบว่าความต้องการใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในปี 2559 อยู่ที่ 29,618.8 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.3% และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสภาพอากาศที่ร้อน ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นของภาครัฐที่จะต้องมีการเตรียมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการส่งเสริมการใช้พลังงานททดแทนเข้ามาเป็นทางเลือกเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในสัดส่วนที่สูง รวมถึงนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจด้านพลังงาน เพื่อส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ เพื่อนำไปสู่การใช้กลุ่มรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคลในอนาคต

 

ที่มา : www.greennewstv.com

ภาพจาก : www.digitalistmag.com