ค่ายรถจีนพึ่งเทคโนโลยี ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก

10Jan

ค่ายรถจีนพึ่งเทคโนโลยี ชิงส่วนแบ่งตลาดโลก

                       บริษัทเซี่ยงไฮ้ ออโตโมทีฟ อินดัสทรี คอร์ป (เอสเอไอซี) ต้องการเพิ่มยอดขายแบรนด์รถภายในประเทศของตนอีก 2 เท่าในปีนี้ แม้ว่าจะมีฐานยอดขายต่ำก็ตาม"ความสำเร็จของจีนถือเป็นฐานของ ความสำเร็จตลาดต่างประเทศ" นายจาง เหลียง ผู้อำนวยการด้านการวางแผนพอร์ตผลิตภัณฑ์ ฝ่ายปฏิบัติการรถนั่งโดยสารของเอสเอไอซี มอเตอร์ ระบุนายจาง เผยว่า แบรนด์ "เอ็มจี" และ "โรวี" ของเอสเอไอซี ซึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีจาก "เอ็มจี โรเวอร์" ผู้ผลิตรถสัญชาติอังกฤษที่ล้มละลาย ไปแล้ว มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ 5 รุ่น และเอสยูวีอีก 9 รุ่น พร้อมตั้งเป้านำเสนอคุณภาพที่เทียบได้กับแบรนด์ระดับโลกอย่าง "นิสสัน" ของญี่ปุ่น แต่มีราคาถูกกว่า "ผมเป็นห่วงแทนบรรดาแบรนด์ ระดับโลก คุณจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีจีนกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ" นายจาง กล่าว เอสเอไอซี ซึ่งควบคุมโดยรัฐบาลท้องถิ่น นครเซี่ยงไฮ้ พยายามอย่างหนักมาหลายปีภายใต้เงาของพันธมิตรต่างชาติอย่าง "โฟล์คสวาเกน เอจี" และ "เจนเนอรัล มอเตอร์" (จีเอ็ม) ที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลปักกิ่งในการตั้งบริษัทร่วมทุนกับผู้ผลิตรถท้องถิ่นสำหรับฝ่ายปฏิบัติการในจีนของตนสองบริษัทร่วมทุนเหล่านี้คิดเป็นราว 16.5% ของส่วนแบ่งตลาดรถนั่งโดยสารของจีน เทียบกับส่วนแบ่งเพียง 1.3% สำหรับแบรนด์รถของเอสเอไอซี
                        อย่างไรก็ตาม การเป็นพันธมิตรด้วยสัดส่วน 50-50 กับจีเอ็มและโฟล์คสวาเกน ช่วยสร้างกระแสเงินสดมหาศาล ซึ่งเอสเอไอซี ได้นำไปจ้างบรรดานักออกแบบยุโรปเพื่อ ทำให้รถเอ็มจีในอนาคตดูทันสมัยมากขึ้น เอสเอไอซีได้ลงทุน 2,250 ล้านหยวนไปกับศูนย์วิจัยและวิศวกรรมในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งกลุ่มวิศวกรของบริษัทกำลังทำงานร่วมกับบรรดาซัพพลายเออร์รายเดียวกับคู่แข่งต่างชาติของเอสเอไอซี เพื่อปรับปรุงความปลอดภัย คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของรถเอ็มจีและโรวีรุ่นต่างๆ ภายในห้องปฏิบัติการ มีเครื่องจักรคอยเขย่าชิ้นส่วนหรือตัวรถแบรนด์โรวีและเอ็มจี เพื่อจำลองสภาพถนนขรุขระ ส่วน ในอีกห้องปฏิบัติการหนึ่ง มีรถถูกแช่แข็งก่อนเปลี่ยนเป็นอุณหภูมิร้อนจัด เพื่อจำลองอากาศร้อนในทะเลทราย ขณะที่ทีมวิศวกรคอยประเมินสมรรถนะของเครื่องยนต์และระบบควบคุมสภาพอากาศ ด้วยความช่วยเหลือของบรรดา ซัพพลายเออร์อย่าง "โมบิลอาย เอ็นวี" บริษัทรถไร้คนขับของอิสราเอลที่ยักษ์ใหญ่ "อินเทล" ของสหรัฐซื้อกิจการด้วยมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เอสเอไอซีมีแผนนำเสนอระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่างระบบเบรคฉุกเฉินอัตโนมัติ เช่นเดียวกับที่คู่แข่งรายใหญ่มี
                       สไตล์ยุโรป-ราคาจีน ขณะที่คู่แข่งเอสเอไอซีอย่าง "เจ้อเจียง จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป" ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ "วอลโว่" สัญชาติสวีเดนปรับใช้กลยุทธ์คล้ายคลึงกัน ด้วยการผนวกสไตล์ยุโรปความ ปลอดภัยแบบตลาดพัฒนาแล้ว และวิศวกรรม ที่มีคุณภาพ เข้ากับต้นทุนการผลิตแบบจีน โดยเริ่มจากแบรนด์ใหม่อย่าง "ลิงค์ แอนด์ โค" นายอัน คงฮุ่ย ประธานบริษัทจีลี่ เผยว่า ลิงค์ แอนด์ โคจะทำให้จีลี่สามารถแข่งขันกับบรรดาผู้ผลิตรถระดับโลกทั้งในจีนและ ต่างประเทศ และบริษัทมีแผนขายรถแบรนด์นี้ ในสหรัฐและยุโรปหลังเปิดตัวในจีนไปแล้ว ปัจจุบัน รถแบรนด์จีลี่มีราคามากถึง ประมาณ 150,000 หยวน ส่วนรถลิงค์ แอนด์ โคมีราคาสูงถึง 250,000 หยวน ในช่วงที่เซกเมนท์ รถกระแสหลักนี้คิดเป็นประมาณ 45% ของ ยอดขายรถนั่งโดยสารในจีน และบรรดาแบรนด์ ต่างชาติอย่างโฟล์คสวาเกน, จีเอ็ม, ฟอร์ด มอเตอร์, โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป และฮอนด้า มอเตอร์ กำลังครองตลาดในปัจจุบันนายอัน ระบุว่า แบรนด์จีลี่อาจปรับขึ้นหรือลดราคารถก็ได้ ขึ้นอยู่กับกระแสตอบรับ ของลูกค้า "ในอดีตเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยสำหรับผู้ผลิตจีนในการเจาะเข้าเซกเมนท์นี้ แต่ขณะนี้ เมื่อแบรนด์ลิงค์ แอนด์ โคออกสู่ตลาดแล้ว เราจึงต้องการรุกเข้าสู่เซกเมนท์นี้ และแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติ" เอสเอไอซี จีลี่และผู้ผลิตรถจีนมาแรง รายอื่นๆ อย่าง "เกรท วอลล์ มอเตอร์และเฌอรี่ ออโตโมบิล โค" ต่างต้องพยายามอีกมากในการ เพิ่มยอดขายให้อยู่ระดับเดียวกับแบรนด์รถ ทั้งจากสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
บรรดาผู้บริหารของเอสเอไอซีและจีลี่ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้บริโภคชาวจีนเริ่มตระหนักถึงคุณภาพและความปลอดภัยของยานยนต์แบรนด์ภายในประเทศ และการจะขจัดความกลัวเรื่องนี้อาจต้องใช้ทั้งเวลาและเงิน
                       ตลาดรถจีนฝุ่นตลบ ผลสำรวจความคิดเห็นของบริษัทเจดี พาวเวอร์ ระบุว่า คุณภาพของแบรนด์รถจีนมีแนวโน้มที่จะไล่ตามทันหรือแม้กระทั่งแซงหน้าแบรนด์ต่างชาติที่ทำตลาดในจีนได้ภายในปี 2563 เนื่องจากบรรดาผู้ผลิตท้องถิ่น อุดช่องว่างด้านคุณภาพได้อย่างมาก นายเจค็อบ จอร์จ รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของเจดี พาวเวอร์ กล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างผู้ผลิตรถต่างชาติกับเจ้าถิ่นในจีน ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเกือบ 20 ปีที่แล้ว เพราะผู้ผลิตจีนปรับปรุงคุณภาพรถของตนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การคาดการณ์เบื้องต้นว่าจะไล่ตามแบรนด์ต่างชาติทันในปีหน้าก็อาจจะเร็วเกินไป แต่น่าจะตามทันภายในปี 2563 บรรดาผู้ผลิตรถจีนเริ่มชิงส่วนแบ่งตลาดบ้านเกิดได้มากขึ้น โดยสมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน ระบุว่า รถนั่งโดยสารแบรนด์จีนมียอดขายกว่า 6.38 ล้านคันในช่วงเดือนม.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.8% และเป็นขยายตัวกว่า 2 เท่าในตลาดรถนั่งโดยสาร ยอดขายรถนั่งโดยสารในจีนตั้งแต่เดือนม.ค.-พ.ย. ปีนี้ บ่งชี้ว่า แบรนด์จีนมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 43.4% โตขึ้น 3.54% จากช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ส่วนแบรนด์ต่างชาติที่อยู่ในตลาดจีน นำโดยเยอรมนีมีส่วนแบ่ง 20.1% เพิ่มขึ้น 7.7% ญี่ปุ่น 17.3% เพิ่มขึ้น 12.6% สหรัฐ 12.4% เพิ่มขึ้น 2.7% ขณะที่รถแบรนด์เกาหลีใต้และฝรั่งเศสต่างมีส่วนแบ่งลดลงอย่างมากชิงจังหวะญี่ปุ่นเพลี่ยงพล้ำ ความเคลื่อนไหวของบรรดาค่ายรถจีนมีขึ้นในช่วงที่แบรนด์ญี่ปุ่นเผชิญกับข่าวอื้อฉาวเรื่องการปลอมแปลงข้อมูลการควบคุมคุณภาพสินค้าที่เกิดขึ้น อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกือบครึ่งของบริษัทญี่ปุ่นมีการควบคุมตรวจสอบระบบภายในบริษัทอย่างเข้มงวดมากขึ้น เฉพาะในปีนี้ปีเดียว มีข่าวอื้อฉาวทั้งจากบริษัทโกเบ สตีล บริษัทมิตซูบิชิ แมททีเรียล และบริษัทโทเร อินดัสทรีส์ ซึ่งล้วนเป็นซัพพลายเออร์สำคัญที่ส่งสินค้าไปยังผู้ผลิตทั่วโลก โดยทั้งสามบริษัทยอมรับว่ามีการตกแต่งข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้สูงกว่าความเป็นจริง
                        นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถอย่างนิสสันและซูบารุก็ออกมายอมรับเช่นกันว่า ให้พนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมทำหน้าที่ตรวจสอบรถยนต์ ในขั้นตอนสุดท้ายสำหรับรถยนต์ที่ขายในตลาดญี่ปุ่นมานานหลายปี ผลสำรวจของรอยเตอร์ที่จัดทำขึ้นในวันที่ 21 พ.ย.-4 ธ.ค. แสดงให้เห็นว่า 9 ใน 10 ของบริษัทญี่ปุ่นระบุว่า รู้สึกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากข่าวฉาวที่มีต่อชื่อเสียงของประเทศที่เคยเป็นเลิศด้านการผลิต นอกจากนั้น 28% กล่าวว่า พวกเขารู้สึกกังวลมาก ขณะที่ 61% ระบุว่า พวกเขากังวลอย่างที่สุด "ความเชื่อถือในชื่อเสียงของญี่ปุ่นสำหรับการผลิตคุณภาพสูงที่กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงถือเป็นปัญหาใหญ่ และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู" ผู้จัดการบริษัทก่อสร้างรายหนึ่งเผยในผลสำรวจ "ผมเป็นห่วงแทนบรรดาแบรนด์ระดับโลก จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีจีนกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ'

ที่มา : www.oie.go.th