“จีน” ปักธงรบ ตลาด “ชิป AI” โลก

22Jan

“จีน” ปักธงรบ ตลาด “ชิป AI” โลก

                       หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนปักหมุดแข่งขันเต็มศักยภาพในตลาดไอทีโลก โดยเฉพาะ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI (Artificial Intelligence) ที่จีนตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการพัฒนาจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปรับการใช้งานตามไลฟ์สไตล์ของคนโดยอัตโนมัติ จากเป้าหมายดังกล่าว จีนจึงกระโดดเข้าแข่งขันในเซ็กเตอร์ใหม่ พัฒนาให้ประเทศตนเองกลายเป็นศูนย์กลางการผลิต “ชิป” โดยเฉพาะ “ชิปปัญญาประดิษฐ์” หรือชิป AI ที่จะถูกใช้ในโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ หรือแม้กระทั่งเครื่องใช้ในบ้าน รัฐบาลจีนและผู้ผลิตในจีนวางแผนอย่างชาญฉลาด เนื่องจากรู้ดีว่าชิปนั้นเสมือน “สมอง” ของทุกอุปกรณ์ แม้ว่าจีนจะมาทีหลังในอุตสาหกรรมผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งมี “Intel” และ “Qualcomm” เป็นผู้นำระดับโลก แต่ “Yu Kai” ผู้ก่อตั้ง”Horizon Robotics” สตาร์ตอัพจีนผู้พัฒนาชิป AI กล่าวว่า ในยุค AI ผู้พัฒนาจีนเข้าร่วมตลาดตั้งแต่เริ่ม จึงมั่นใจว่าจะเป็นผู้นำโลกในการผลิตชิปนี้ได้อย่างแน่นอน และปัจจุบันจีนถือเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกด้วย นักวิเคราะห์หลายรายก็มองไปในทิศทางเดียวกับผู้ก่อตั้ง Horizon Robotics ว่า ในอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก
เริ่มต้นจากจุดสตาร์ตเดียวกัน จีนจึงมีโอกาสมาก ประกอบกับจีนมีเงินทุนมหาศาล พร้อมทั้งแรงงานฝีมือ ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ รวมถึงการสนับสนุนของรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง และมากไปกว่านั้นคือ จีนมี “ดาต้า” จำนวนมหาศาล ที่จำเป็นสำหรับพัฒนา AI“คาร์ล ฟรอยด์” นักวิเคราะห์จาก “Moor Insight & Strategy” ระบุว่า 4 ปัจจัยหลักที่ทำให้จีนมีโอกาสไม่น้อยหน้าใครในสมรภูมิการผลิตชิป AI คือ

                       1. เงินทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งการระดมทุนเกี่ยวกับ AI ในจีนมักจะได้ผลตอบรับที่ดี โดย 9 เดือนแรกของปี 2017 มีการระดมทุนในสตาร์ตอัพ AI มากถึง 17,800 ล้านหยวน หนึ่งในผู้พัฒนาชิป AI ของจีนอย่าง “Cambricon Technologies” ภายหลังก่อตั้งได้ 18 เดือน ก็ได้รับเม็ดเงินจากนักลงทุนมากถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นทุนจากรัฐบาลและอาลีบาบา กรุ๊ป ทำให้มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เมื่อปี 2015 Horizon Robotics ก็ระดมทุนได้ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมี Intel และเศรษฐีรัสเซีย “Yuri Milner” เป็นนักลงทุนใหญ่

                       2. ผู้บริโภคในประเทศจีนมากถึง 750 ล้านคน ที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ผู้พัฒนาจึงมีทั้งลูกค้าและข้อมูลสำหรับไว้ใช้พัฒนาอย่างเหลือเฟือ และไม่ใช่แค่สตาร์ตอัพจีนที่เห็นโอกาสตรงนี้ เพราะ “Kneron” สตาร์ตอัพจากซานดิเอโกก็เข้ามาพัฒนาชิป AI ร่วมกับผู้ออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าจีน“อัลเบิร์ต หลิว” ซีอีโอของ Kneron กล่าวว่า ครั้งแรกที่พาร์ตเนอร์จีนของเขาส่งมอบข้อมูลที่มีอยู่เพื่อใช้พัฒนาอัลกอริทึ่มของชิปในระบบออนไลน์ ทีมของเขาตกใจมากกับจำนวนข้อมูลมหาศาลดังกล่าว

                       3. รัฐบาลให้การสนับสนุนการพัฒนาชิป AI อย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว รัฐบาลตั้งเป้าหมายสร้างชาติจีนให้เป็นผู้นำการพัฒนา AI ภายในปี 2030 โดยกำหนดให้ AI เป็น 1 ใน 8 เทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับโลกอนาคต โดยรัฐบาลกลางได้สนับสนุนเงินทุน 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับเป้าหมายดังกล่าวขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้เตรียมสนับสนุนผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์อีก 30 ราย ด้วยเงินทุนกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

                       4. ปัจจุบันจีนมีแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ผ่านการทำงานยักษ์บริษัทไอทีของจีนอย่าง “หัวเว่ย” แบรนด์มือถือที่มียอดขายอันดับ 3 ของโลก โดยหัวเว่ยได้รับขนานนามว่าเป็นโรงเรียนฝึกฝนของเหล่าวิศวกรหัวกะทิไอทีในจีน และมีเงินทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการผลิตชิปของบริษัทอย่างต่อเนื่อง

                      ซึ่งล่าสุดหัวเว่ยก็ได้จับมือกับ Cambricon ในการผลิตชิป AI ตัวล่าสุดที่ใช้ในสมาร์ทโฟนรุ่น Mate 10 ขณะที่มีพนักงานเก่าหลายคนของหัวเว่ยที่ออกมาสร้างสตาร์ตอัพของตัวเอง ซึ่งหัวหน้าฝ่ายพัฒนาชิปของ Horizon Robotics คนปัจจุบันก็เคยทำงานให้กับหัวเว่ยมาก่อน“ถ้ารวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ผมไม่คิดว่าผู้พัฒนาจีนจะฝันหวานเกินไป พวกเขามีศักยภาพอย่างมาก” นักวิเคราะห์จาก Moor กล่าว การมาถึงของจีนในโลกปัญญาประดิษฐ์ จึงอาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คาดคิด และสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่บริษัทในซิลิคอนวัลเลย์หน้าเดิมได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ที่มา : www.oie.go.th