ต่างชาติเตือนไทยเร่งสปีด โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อภูมิภาค

16Mar

ต่างชาติเตือนไทยเร่งสปีด โครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อภูมิภาค

                        นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรมกล่าวในงานสัมมนา "โก ไทยแลนด์ : ลงทุนเพื่ออนาคต" ที่ศูนย์การประชุมสิริกิติ์ ว่าศักยภาพของประเทศไทยที่จะก้าวไปสู่การเติบโตที่ ก้าวกระโดด ท่ามกลางความผันผวนจากนอกประเทศจะต้องปรับเปลี่ยนและสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งตามที่รัฐบาลดำเนินการมาตลอดในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) และเส้นทางรถไฟความเร็วสูง การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม การสร้างความสมดุลให้เศรษฐกิจในประเทศ โดยหันมาเน้นเศรษฐกิจท้องถิ่น(โลคอล อีโคโนมี่) ให้มากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ และด้านการเกษตรด้วย
                        "ในส่วนของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ผ่านสภาฯ แล้วขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการใช้บังคับมีผลตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าพ.ร.บ.จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยปีที่ผ่านมามีนักลงทุนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) 300,000 กว่าล้านบาท นอกจากนี้เมื่อเดือนธันวาคม 2560 มีผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ยื่นขอรับการส่งเสริม การลงทุน ในระดับหมื่นล้านบาทซึ่งจะเป็นการต่อยอดขีดความสามารถตั้งเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและผลิตชิ้นส่วนสำคัญเช่นแบตเตอรี่ ระบบควบคุม" นายอุตตมกล่าว โดยในเดือนพฤษภาคม ทางกระทรวงอุตสาหกรรม บีโอไอ สำนักงานอีอีซีรวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเริ่มโรดโชว์เพื่อไปเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติอาทิ เอเชีย ยุโรป สหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยซึ่งขณะนี้ กำลังพิจารณาว่าจะเริ่มจากประเทศใดเป็น ลำดับแรก นายสแตนลี่ย์ คัง ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (เจเอฟซีซีที) กล่าวว่า อีอีซีเป็นโครงการในอนาคตที่สำคัญของไทย จากความได้เปรียบเรื่องที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ทำให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซีและโครงการรถไฟความเร็วสูงที่ เชื่อมต่อในภูมิภาค แต่ไทยเองจะต้องเร่งสปีดให้เร็วกว่านี้ เพื่อรองรับแนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคต เช่น เทคโนโลยี 5จี รวมถึงการสร้างมูลค่าสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและบริการ เพื่อต่อยอดซัพพลายเชน
                         นายอิซาโอะ คุโรดะ รองประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (เจซีซี) กล่าวว่า พอใจกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลไทยที่จะเชื่อมต่อภูมิภาคได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ต้องพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ให้มากขึ้น โดยต่อยอดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และระดับโรงเรียนเข้าด้วยกัน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ กล่าวว่า แผนการลงทุน 5 ปีแรก ใน อีอีซีประเมินว่ามีมูลค่าการลงทุนภาครัฐและ ภาคเอกชน ไม่น้อยกว่า 1.7 ล้านล้านบาท โดยเป็น 5 โครงการหลัก ที่เป็นโครงการ ร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (พีพีพี) มูลค่าลงทุนรวม 6 แสนล้านบาท ประกอบด้วย

1.โครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 ท่าอากาศยาน ขณะนี้ได้ร่างขอบเขต การลงทุน (ทีโออาร์) แล้วคาดว่าจะเซ็นสัญญาได้ในเดือนกันยายน 2561 และเปิดดำเนินการในปี 2566

2.โครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภา คาดว่าจะร่างทีโออาร์ในเดือนกรกฎาคมสิงหาคม 2561 จากนั้นจะเซ็นสัญญาในช่วงเดือนธันวาคม 2561- มกราคม 2562 และเปิดดำเนินการในปี 2566

3.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) คาดว่าจะร่างทีโออาร์ในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ เซ็นสัญญาช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2561 และเปิดดำเนินการ 2564

4.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 คาดว่าจะร่างทีโออาร์ในเดือนมิถุนายน- กรกฎาคม 2561 จากนั้นจะเซ็นสัญญาในเดิอน พฤศจิกายน 2561 และคาดว่าจะเปิดดำเนินการ ในปี 2567 และ

5.โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 คาดว่าจะร่างทีโออาร์ในเดือนสิงหาคม 2561 เซ็นสัญญาในเดือนมกราคม 2562 เปิดดำเนินการในปี 2568

ที่มา : www.oie.go.th