สภาวิศวกร ชู งานก่อสร้างไทย ใช้ “BIM” ปฎิวัติการออกแบบตึกสูง ยุคไทยแลนด์ 4.0

30Mar

สภาวิศวกร ชู งานก่อสร้างไทย ใช้ “BIM” ปฎิวัติการออกแบบตึกสูง ยุคไทยแลนด์ 4.0

                        "สภาวิศวกร" แนะอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เร่งปฏิรูปศักยภาพงานออกแบบ ให้องค์กรและวิศวกรไทย หันมาใช้ระบบออกแบบ 3 มิติ หรือ "BIM" เป็นตัวเพิ่มประสิทธิภาพงานออกแบบอาคารและโครงสร้างพื้นฐานในทุกๆ ด้าน ชี้ให้ประโยชน์เกิดคุ้ม ควบคุมต้นทุนงานก่อสร้างได้ดี ช่วยภาครัฐควบคุมอาคารและโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดความปลอดภัยสูงขึ้นได้ และลดปัญหาคอรัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้าง
                        ศ.ดร. อมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมก่อสร้างและงานออกแบบของไทย ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพด้านงานออกแบบรองรับเศรษฐกิจยุคไทยแลนด์ 4.0 ไปในทิศทางหรือแนวทางที่กล่าวได้ว่าเป็นการปฏิรูปหรือปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยโฉมใหม่ทั้งระบบ เพื่อสามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ทุกรูปแบบ และองค์กรเติบโตก้าวทันกระแสการพัฒนาของโลก เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติในปัจจุบันนี้ กำลังเปลี่ยนโฉมงานออกแบบใหม่ไปสู่ระบบ 3 มิติ ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า "BIM" (Building Information Modeling) และหันมาใช้ระบบ BIM แทนที่ระบบ AutoCAD (Computer Aided Design) ที่เป็น 2 มิติ การทำงานแบบเดิมที่ใช้กันมานานแล้ว
                       "ขณะนี้ สภาวิศวกร ได้ร่วมมือกับสภาสถาปนิก องค์กรวิศวกรรมการ และภาคเอกชน สนับสนุนและส่งเสริมให้วงการอุตสาหกรรมก่อสร้างและวิศวกรไทยที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการออกแบบต่างๆ หันมาปฏิรูปและพัฒนาศักยภาพองค์ความรู้ของตนเองและองค์กรให้เกิดความก้าวหน้า ในเรื่องงานออกแบบและก่อสร้างอาคารโดยใช้ระบบ BIM" ศ. ดร. อมร พิมานมาศกล่าวเสริม
                        เลขาธิการสภาวิศวกร กล่าวอีกว่า การออกแบบก่อสร้างด้วยระบบ BIM แบบ 3 มิตินี้ ยังช่วยให้เกิดการบริหารจัดการอาคารอย่างครบวงจร เริ่มต้งแต่ ออกแบบ ก่อสร้าง จนถึงการใช้งานและการดูแลรักษาอาคาร โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่และสูงในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ที่เติบโตไปในทิศทางแนวดิ่งหรือแนวสูง เนื่องจากพื้นที่แปลงใหญ่เหลือน้อยลง การก่อสร้างมักอยู่ในพื้นที่เล็กและแคบลง ที่นับวันส่งผลทำให้ต้องมีระบบการบริหารจัดการอาคาร ที่ต้องมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย หากเมื่อใดที่เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและปัญหาอื่นๆ ขึ้นแล้ว โครงสร้างอาคารที่ได้รับการออกแบบด้วยระบบ BIM จะสามารถตรวจสอบและเรียกแบบ 3 มิตินี้ขึ้นมาตรวจดูและตรวจสอบเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ทันเหตุการณ์
                       ทังนี้ BIM เป็นระบบการจำลองข้อมูลต่างๆ ของอาคาร สร้างแบบเป็น โมเดล 3 มิติ ขึ้นมา โดยที่แบบแปลนจะเชื่อมต่อกันทุกส่วน ไม่ว่าจะมีมุมมองในมุมไหน ก็สามารถเรียกหาข้อมูลและบอกสัดส่วนงานทุกด้านได้อย่างชัดเจน BIM ยังสามารถระบุข้อมูลว่า ชิ้นส่วนนั้นๆ สร้างขึ้นจากอะไร และสามารถรู้ปริมาณการใช้วัสดุทั้งหมด เช่น ปริมาณคอนกรีต ปริมาณเหล็กเสริม ทำให้ได้เห็นภาพรวมทั้งหมดได้ จึงให้ประโยชน์เกินคุมและยังช่วยควบคุมต้นทุนงานก่อสร้างได้อีกด้วย และลดปัญหาการคอรัปชั่นในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งต่างจากการใช้คอมพิวเตอร์ ออกแบบจากโปรแกรม CAD 2 มิติ ที่ได้แบบแปลนที่ไม่ได้มีการเชื่อมต่อกัน เมื่อเอาแบบหลายๆ อย่างมากซ้อนๆกัน เกิดปัญหาแบบตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง และทำให้เกิดความสับสน และเป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตในการคิดปริมาณงานเพิ่มงานลดอีกด้วย อนึ่ง ปัจจุบันเทคโนโลยี BIM เข้ามามีบทบาทสำคัญในกระบวนการออกแบบก่อสร้างมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เข้าสู่การทำงานที่มากกว่า 3 มิติ ซึ่งมีจุดเด่น และข้อดีที่เป็นประโยชน์ต่อ สถาปนิก, บริษัทออกแบบ, เจ้าของโครงการ, วิศวกร หรือผู้รับเหมา มากมาย


ที่มา : www.oie.go.th