มาตรฐานบัญชีใหม่วุ่น กกร.ชี้กระทบศก.เอสเอ็มอีเดือดร้อน

08May

มาตรฐานบัญชีใหม่วุ่น กกร.ชี้กระทบศก.เอสเอ็มอีเดือดร้อน

                        นายสุพันธุ์ มงคงสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย ว่าที่ประชุมประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1/2561 น่าจะขยายตัวราว 4.0% เท่ากับการขยายตัวในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2560 เนื่องจากเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปี 2561 ขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนหลักจากภาคต่างประเทศ ทั้งการ ส่งออกที่ขยายตัวสูงซึ่งส่งผลบวกตามมาต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวดี แม้แรงส่งด้านการใช้จ่ายภายในประเทศแผ่วลงจากกำลังซื้อฐานรากหรือรายได้เกษตรกรที่ยังหดตัว และการลงทุนที่ชะลอลงก็ตาม ทั้งนี้ยังคงต้องติดตามบทสรุปของประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐกับประเทศคู่ค้า ซึ่งเบื้องต้นมองว่าอาจจะมีผลกระทบที่จำกัดต่อการส่งออกของไทยในปี 2561 รวมทั้งประเด็นข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และจังหวะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่อาจจะมีผลต่อทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนให้ยังคงปรับตัวผันผวน
                        นายสุพันธุ์กล่าวว่า กกร.จะติดตามความคืบหน้าของการลงทุนโดยเฉพาะในโครงการภาครัฐที่น่าจะทยอยปรับดีขึ้นในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ซึ่งเป็นช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ ตลอดจนสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยต่อไป โดย กกร.ยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2561 ไว้ที่ 4.0-4.5% และคาดว่าการส่งออกน่าจะขยายตัว 5.0-8.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมองว่าน่าจะอยู่ที่ 0.7-1.2%
                        อย่างไรก็ตาม กกร.ยังเห็นควรให้ภาครัฐเร่งรัดพิจารณาท่าทีและข้อดีข้อเสียของประเทศไทยต่อความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ CPTPP โดยเร็วให้มีความชัดเจนภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเข้าร่วมการตกลงดังกล่าว
                        นอกจากนี้กกร.ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี (กกบ.) ให้เลื่อนการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS9 วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ออกไป เป็นวันที่ 1 มกราคม 2565 เพราะอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาศึกษาข้อดีข้อเสียที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างสูงชัดเจนก่อน
                        "กกร.ขอให้ภาครัฐเชิญภาคธุรกิจ ที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะ บริษัทจดทะเบียนหรือ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ธุรกิจลิสซิ่ง เช่าซื้อ เข้าร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ ศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดรอบด้านให้มีความชัดเจนก่อนบังคับใช้ เพื่อจะได้กำหนดแนวทางในการนำมาตรฐานมาใช้งานให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยต่อไป" นายสุพันธุ์กล่าว นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่าเรื่องนี้น่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างโดยเฉพาะผลกระทบ ต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะยากลำบากขึ้น สถาบันทาง การเงินอาจต้องกันสำรองหนี้เสียสูงขึ้นเพราะมาตรฐานการบัญชีใหม่จะเป็นต้นทุน ของสถาบันการเงิน ส่งผ่านไปยังการขอสินเชื่อของผู้ประกอบการเองที่อาจไม่ได้ รับความช่วยเหลือเงินกู้เลยก็ได้

ที่มา : www.oie.go.th